บทความทางวิชาการ

การพัฒนา e-Learning ของโรงเรียนส่งกำลังบำรุงทหารบก

 

          การพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้านมีปัจจัยสำคัญคือทรัพยากรมนุษย์ โดยประเทศที่พัฒนาแล้วมีอัตราประชากรที่มีการศึกษาสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาและนับวันจะมีโอกาสในการศึกษามากยิ่งขึ้นในประเทศไทยและประเทศอื่นๆทั่วโลกในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาจากที่ดิน แรงงาน เงินทุน โดยมีเป้าหมายสูงสุดไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมาสู่การพัฒนาการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ซึ่งมีมิติทั้งความรู้และคุณธรรมควบคู่กันไป การพัฒนาของโลกในยุคปัจจุบันจึงมุ่งสู่ทิศทางของสังคมแห่งการเรียนรู้ วิธีการเรียนรู้ของมนุษย์จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ทันยุคทันสมัยและเข้ากันได้กับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรในปัจจุบัน ซึ่งในขณะนี้เป็นช่วงยุคดิจิตอลในศตวรรษที่ ๒๑ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ายุคสังคมสารสนเทศ ดังนั้นสื่ออิเล็กทรอนิกส์จึงถือว่ามีบทบาทสาคัญเป็นอย่างมากในการถ่ายทอดความรู้ด้วยกระบวนต่างๆ ที่หลากหลาย e-Learning จึงมีบทบาทสำคัญต่อการสนับสนุนการเรียนรู้ในปัจจุบัน ทำให้การเรียนรู้สามารถจะเกิดขึ้นที่ใดก็ได้และ ณ เวลาใดก็ได้ ตามแต่ความสะดวกของทั้งผู้เรียนและผู้สอน เป้าหมายของ e-Learning ว่าเป็นการเรียนรู้แบบ “Anywhere Anytime” ซึ่งในอนาคต e-Learning จะถูกใช้เป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาบุคลากรของชาติเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในสังคมโลก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเลือกรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด แต่ก็ไม่มีรูปแบบใดที่เหมาะกับการสอนในทุกเนื้อหาบทเรียน เพราะรูปแบบแต่ละรูปแบบมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกันไป ก่อนที่จะเริ่มพัฒนาจึงต้องพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ เพื่อให้เกิดระบบที่สามารถสร้างการเรียนรู้และสามารถปฏิบัติได้อย่างแท้จริง เพราะการพัฒนา e-Learning ใช้งบประมาณและทรัพยากรจำนวนมากเพื่อการบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศในระยะยาวต่อไปในอนาคต

 

         การพัฒนา e-Learning ของโรงเรียนส่งกำลังบำรุงทหารบก ที่ได้ก้าวผ่านปัญหาอุปสรรคต่างๆมาแล้วนั้นได้ผ่านการปรับปรุงมาตลอดเวลาและในก้าวต่อไปนั้น e-Learning ของโรงเรียนส่งกำลังบำรุงทหารบกจะไม่ได้เป็นเพียงการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิคส์และออนไลน์เท่านั้น โรงเรียนส่งกำลังบำรุงทหารบกยังกำลังก้าวไปสู่ Smart School ที่นอกจะมีการเรียนการสอนตามหลักสูตรของโรงเรียนแล้วยังจะต้องมีการจัดการความรู้ การประกันคุณภาพการศึกษารวมถึงการบริหารจัดการโรงเรียนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตามวิสัยทัศน์ของโรงเรียนส่งกำลังบำรุงทหารบก “Throuhg The Next”


การพัฒนา e-Learning ของโรงเรียนส่งกำลังบำรุงทหารบก


พ.อ.หญิง ดร. อาทิชา วงศ์สุวรรณ[1]


          การพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้านมีปัจจัยสำคัญคือทรัพยากรมนุษย์ โดยประเทศที่พัฒนาแล้วมีอัตราประชากรที่มีการศึกษาสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาและนับวันจะมีโอกาสในการศึกษามากยิ่งขึ้น ในประเทศไทยและประเทศอื่นๆทั่วโลกในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาจากที่ดิน แรงงาน เงินทุน โดยมีเป้าหมายสูงสุดไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มาสู่การพัฒนาการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ซึ่งมีมิติทั้งความรู้และคุณธรรมควบคู่กันไป การพัฒนาของโลกในยุคปัจจุบันจึงมุ่งสู่ทิศทางของสังคมแห่งการเรียนรู้ วิธีการเรียนรู้ของมนุษย์จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ทันยุคทันสมัยและเข้ากันได้กับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรในปัจจุบัน ซึ่งในขณะนี้เป็นช่วงยุคดิจิตอลในศตวรรษที่ ๒๑ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ายุคสังคมสารสนเทศ ดังนั้นสื่ออิเล็กทรอนิกส์จึงถือว่ามีบทบาทสาคัญเป็นอย่างมากในการถ่ายทอดความรู้ด้วยกระบวนต่างๆ ที่หลากหลาย e-Learning จึงมีบทบาทสำคัญต่อการสนับสนุนการเรียนรู้ในปัจจุบัน ทำให้การเรียนรู้สามารถจะเกิดขึ้นที่ใดก็ได้และ ณ เวลาใดก็ได้ ตามแต่ความสะดวกของทั้งผู้เรียนและผู้สอน เป้าหมายของ e-Learning ว่าเป็นการเรียนรู้แบบ “Anywhere Anytime” ซึ่งในอนาคต e-Learning จะถูกใช้เป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาบุคลากรของชาติเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในสังคมโลก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเลือกรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด แต่ก็ไม่มีรูปแบบใดที่เหมาะกับการสอนในทุกเนื้อหาบทเรียน เพราะรูปแบบแต่ละรูปแบบมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกันไป ก่อนที่จะเริ่มพัฒนาจึงต้องพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ เพื่อให้เกิดระบบที่สามารถสร้างการเรียนรู้และสามารถปฏิบัติได้อย่างแท้จริง เพราะการพัฒนา e-Learning ใช้งบประมาณและทรัพยากรจำนวนมากเพื่อการบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศในระยะยาวต่อไปในอนาคต (ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา, ๒๕๕๖: ออนไลน์; ผกาสิน พูนพิพัฒน์, ภัทรชัย ลลิตโรจน์วงศ์ และพิชัย สดภิบาล, ๒๕๕๖: ๒๓)


ความหมายและทิศทางของ e-Learning


          การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือ e-Learning เป็นการเรียนรู้บนฐานเทคโนโลยี ซึ่งครอบคลุมวิธีการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ อาทิ การเรียนรู้บนคอมพิวเตอร์ การเรียนรู้บนเว็บห้องเรียนเสมือนจริงและความร่วมมือดิจิทัล เป็นต้น ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท อาทิ อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซ์ทราเน็ต (extranet) การถ่ายทอดผ่านดาวเทียม แถบบันทึกเสียงและวิดีทัศน์ โทรทัศน์ที่สามารถโต้ตอบกันได้ และซีดีรอม (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, ๒๕๕๖: ออนไลน์) ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้สายได้เริ่มเข้ามามีบทบาทและเติบโตอย่างมากในช่วงเวลา ๒-๓ ปีที่ผ่านมา อุปกรณ์แบบไร้สายต่างๆ ได้เข้ามาแทนที่อุปกรณ์แบบมีสาย ที่เราเห็นได้ชัดเจนคือ โทรศัพท์มือถือ เมื่อมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีแบบไร้สาย เทคโนโลยีสาหรับอุปกรณ์ไร้สายต่างๆ ก็ถูกพัฒนาตามขึ้นไปด้วย ซึ่งได้แก่ Bluetooth, WAP (Wireless Application Protocol) และ GRPS (General Packet Radio System) เมื่อเทคโนโลยีได้ก้าวหน้าไป วิธีการศึกษาหาความรู้ก็ถูกพัฒนาตามไปด้วย จึงเกิดขึ้น m-Learning ย่อมาจาก mobile learning ซึ่งเป็นการพัฒนาอีกขั้นของ e-Learning เป็นการผสมผสานที่ลงตัวของการพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วย เทคโนโลยีที่กล่าวถึงนี้ก็คือ เทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้สาย เราเรียกการเรียนแบบนี้ว่า Wireless Learning , Mobile Learning หรือ m-Learning ดังนั้น m-learning คือ การศึกษาทางไกลผ่านทางอุปกรณ์เคลื่อนที่แบบไร้สายต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ , PDA ,laptop computer, ipad, tablet เป็นต้น (ชนะศึก โพธิ์นอก, ๒๕๕๔: ออนไลน์) ซึ่งในขณะนี้ในหลายๆ สถาบันก็ได้มีการมีการสอนแบบ e-Learning ผ่านสื่อ m-Learning เช่น ipad, tablet เหตุผลเนื่องจากสะดวกแก่การเรียนการสอนทำให้การเรียนผ่าน ipad, tablet ทำให้การเรียนแบบ e-Learning เป็นจริงและได้ผลมากขึ้น การเรียนมีชีวิตชีวามากขึ้น การใช้ชีวิตในการเรียนไม่น่าเบื่อ (สุชาดา สามสวัสดิ, ๒๕๕๖: ออนไลน์)


          นอกจากนี้ยังจะมีการนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบจดจำลายมือและระบบจดจำเสียงเพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำกิจกรรมการเรียนของผู้เรียนมากขึ้น มีการนำเทคโนโลยีระบบควบคุมทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ตมาเพื่อทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ หรือ ที่เรียกว่า iLab มาใช้ทำให้ผู้เรียนสามารถทำการทดลองจากอุปกรณ์จริงโดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องทดลองในขณะที่ทำการทดลองนั้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ราวกับว่าผู้เรียนได้สัมผัสกับอุปกรณ์นั้นจริงๆ ทำให้เกิดการใช้อุปกรณ์ราคาแพงได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า หนังสือเรียนจะเปลี่ยนเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ซึ่งจะเป็นแบบ 3 มิติ ที่สามารถปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนได้ ทำให้ผู้เรียนรู้สึกสนุกกับการเรียนรู้มากขึ้น ซึ่งจอนี้จะได้รับการพัฒนาให้ผู้ใช้อ่านเป็นระยะเวลานานๆ ได้โดยไม่เป็นปัญหาต่อสายตา อีกทั้งยังมีน้ำหนักเบาสะดวกในการพกพาและสามารถนำไปเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ทุกชนิดทันที (ผกาสิน พูนพิพัฒน์ ภัทรชัย ลลิตโรจน์วงศ์และพิชัย สดภิบาล, ๒๕๕๖: ๒๓)


          การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นวิธีการเรียนรู้ที่มีความสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับ ในประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์แพร่ขยายเข้าไปถึงการศึกษาในระบบ การพัฒนาบุคลากรในองค์การธุรกิจ รวมถึงการเรียนรู้ส่วนบุคคล แต่สำหรับประเทศไทยแล้วการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์นับว่าเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ อย่างไรก็ตามในภาวะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงมีความจำเป็นต้องเร่งเตรียมความพร้อมของคนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่มีความเหมาะสมสำหรับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศเพื่อการแข่งขันในโลกยุคใหม่ การพัฒนาความสามารถในการคิด กระบวนการการเรียนการสอนผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรวมถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ที่เหมาะสม จะช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความต้องการและความจำเป็นของตนได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, ๒๕๕๖: ออนไลน์; สุชาดา สามสวัสดิ, ๒๕๕๖: ออนไลน์; ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา, ๒๕๕๖: ออนไลน์)


e-Learning ในประเทศไทย

 

          ประเทศไทยมีการนำสื่ออิเล็กทรอนิกส์มาใช้สนับสนุนการศึกษาอย่างเป็นทางการตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๘ เมื่อกระทรวงศึกษาธิการได้ก่อตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษาขึ้นมาเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นไม่นานเมื่อมีการจัดตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์ขึ้น กระทรวง ศึกษาธิการก็มีโอกาสผลิตรายการเพื่อการศึกษาออกอากาศไปสู่ประชาชนทั่วไปอีกช่องทางหนึ่ง วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์จึงเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีบทบาทในการสนับสนุนการศึกษามาเป็นเวลานาน จนกระทั่งมีการก่อตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษากระทรวงศึกษาธิการขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๓๗ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาในประเทศไทย เริ่มต้นในระดับอุดมศึกษาการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษาในระยะแรกเป็นการใช้ในรูปแบบของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(computer-assisted instruction: CAI) ต่อมาเมื่อมีเทคโนโลยีเครือข่ายและอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้น จึงพัฒนาไปสู่การเรียนการสอนออนไลน์หรือ web-based instruction (WBI) ส่วนการเรียนด้วยระบบ e-Learning ในประเทศไทยเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ โดยรัฐบาลได้เปิดเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย เพื่อต้องการจะเชื่อมโยงโรงเรียนต่าง ๆ ในประเทศเข้าด้วยกันโดยผ่านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางการศึกษาร่วมกันบนเครือข่าย (เยาวลักษณ์ พิพัฒน์จาเริญกุล, ๒๕๕๕: ออนไลน์)


          นโยบายปฏิรูปการศึกษาของไทยที่มีความสอดคล้องกับกระแสนี้เห็นได้ชัดเจนมาตั้งแต่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๒ พ.ศ.๒๕๔๕ ได้กำหนดเป้าหมายพื้นฐานให้คนไทยมีความรู้พื้นฐานอย่างน้อย ๑๒ ปี การจัดระบบโครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษาให้เป็นการศึกษาตลอดชีวิต ซึ่งต้องจัดการศึกษาที่ผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบและนอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อให้เกิดการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง พัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่ายและตลอดเวลา ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองพัฒนาไปตามธรรมชาติ ให้มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา โดยไม่จำกัดเวลา สถานที่ และมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมากนัก และเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการเรียนรู้จริง ทั้งในระดับการฝึกอบรมความรู้เฉพาะด้านหรือการเรียนในระดับต่างๆอย่างกว้างขวาง โดยที่กระทรวงศึกษาได้มีการรับรองการศึกษาทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างเป็นทางการตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๙ จึงทำให้หลักสูตร e-Learning มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วเพราะการศึกษาทางไกลไม่เพียงจะอำนวยความสะดวกและเอื้อประโยชน์ต่อผู้เรียนแล้วยังอำนวยประโยชน์ให้กับสถาบันการศึกษาในแง่ของการบริหารจัดการอีกด้วย คือ ทำให้ต้นทุนในการจัดการหลักสูตรต่ำลงด้วยรูปแบบการเรียนการสอนในระบบทางไกลที่นักศึกษาไม่ต้องเดินทางมาเข้าชั้นเรียน และสามารถรองรับนักศึกษาได้อย่างไม่จำกัด เป็นช่องทางในการสร้างและขยายโอกาสทางการศึกษาให้เข้าถึงผู้ที่มีความต้องการในวงกว้างขึ้น (อรวรรณ รักรู้, ๒๕๕๐: ออนไลน์)


          ส่วนในวงการทหหารนั้นมีนโยบายที่เกี่ยวข้องทางการศึกษาตั้งแต่นโยบายระดับกระทรวงกลาโหมคือ คำสั่ง กห.(เฉพาะ) ที่ ๒๒๐/๔๕ ลง ๒๐ ก.ค.๔๕ เรื่อง นโยบายด้านการศึกษากระทรวงกลาโหมกำหนดให้ส่วนราชการในสังกัด กระทรวงกลาโหมดำเนินการศึกษา ส่งเสริมปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี คำสั่ง กองทัพไทย (เฉพาะ) ที่ ๕๕/๕๑ เรื่องนโยบายการศึกษาของกองทัพไทย สาระสำคัญ คือ การปรับปรุงและจัดระบบการศึกษา ให้คำนึงถึงคุณภาพและความเป็นมาตรฐานทางการศึกษา การจัดการศึกษาในทุกระดับและให้มีการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการศึกษา ในส่วนของกองทัพบกเองตามคำสั่ง ทบ.ที่ ๑/๒๕๔๙ ลง ๖ ก.ย.๔๙ เรื่อง นโยบายการศึกษาของกองทัพบก พ.ศ.๒๕๕๕ - ๒๕๕๙ ให้มีการพัฒนาและปรับปรุงระบบการศึกษาของกองทัพบก ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๕ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๑ แผนพัฒนากองทัพบก ปี ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙ ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศกระทรวงกลาโหม และนโยบายที่ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบให้แก่หน่วยในโอกาสต่าง ๆ รวมทั้งให้พิจารณานำแนวทางการปฏิบัติตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๒ ตามประกาศคณะกรรมการอุดมศึกษามาประยุกต์ให้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบการศึกษาของกองทัพบก ให้เข้าสู่มาตรฐานการศึกษาของชาติตามความเหมาะสมโดยสอดคล้องกับความต้องการของกองทัพบก โดยการพิจารณาเปิดการศึกษาหลักสูตรที่จำเป็นสอดคล้องต่อความต้องการของกองทัพ และดำเนินการอย่างประหยัดคุ้มค่ามากที่สุด นโยบายด้านการพัฒนาความทันสมัยสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์อันเนื่องมาจากวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ประกอบการเรียนการสอน พัฒนาความร่วมมือด้านวิทยาการกับสถาบันภายนอก พัฒนาความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ และนโยบายของกองทัพบกยังส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อชดเชยข้อจำกัดด้านงบประมาณ และนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการจัดการเรียนการสอนโดยเฉพาะวิชาพื้นฐาน หรือวิขาที่สามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง และประเมินผลอัตโนมัติแบบออนไลน์ ทั้งนี้ มุ่งหมายเพื่อให้กำลังพลทุกนายต่อรู้จักหน่วยของตนเอง รวมทั้งด้านเอกสารต่าง ๆ และการเพื่อเติมความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ให้กับกำลังพล ในระหว่างที่รอเตรียมการศึกษาหลักสูตรที่สูงขึ้น (กองทัพบก, ๒๕๕๖: ออนไลน์) และในปัจจุบันนโยบายด้านกำลังพลของกองทัพบกก็ได้ให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการพัฒนากำลังพลโดยการจัดทำฐานข้อมูลความรู้ การเรียนการสอน และการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา (นโยบายการปฏิบัติงานกองทัพบก(เพิ่มเติม) ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๖, ๒๕๕๖: ๑๖)


          นอกจากนั้นแล้วนโยบายการปฏิบัติงานกองทัพบกกำหนดให้ปี ๒๕๕๗ เป็นปีแห่งการเตรียมความพร้อมของกองทัพไปสู่อนาคตในด้านความทันสมัย ด้วยเทคโนโลยี โดยให้ทุกสายงานพิจารณานำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในกระบวนการทำงาน หรือพัฒนาหน่วยงาน เพื่อให้มีความทันสมัย ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ สถานที่ มุ่งสู่การเป็นกองทัพที่ทันสมัย มีมาตรฐานในระดับสากล และเป็นที่ยอมรับของมิตรประเทศ รวมถึงนโยบายการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ โดยการเตรียมความพร้อมให้กำลังพลและหน่วยงานในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนโดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมให้กับกาลังพล ซึ่งขณะนี้กองทัพบกได้มีการพัฒนาการศึกษาให้กับกาลังพลอย่างเต็มที่ โดยใช้ระบบการเรียนการสอนและการบริหารจัดการผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายสารสนเทศที่เชื่อมโยงถึงกัน ซึ่งเป็นการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ทั้งด้านการทหารและสภาวะแวดล้อมทั่วไป


         การศึกษาภายในกองทัพบกมีหลายระดับไม่ว่าจะขั้นอนุปริญญา ปริญญาตรี บัณฑิตวิทยาลัย การศึกษาตามสายงาน การศึกษาตามแนวทางการรับราชการ งบประมาณที่ใช้เป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณประจำปีของกองทัพ และหากเป็นหลักสูตรตามสายงานหรือการศึกษาตามแนวทางการรับราชการที่ผู้เข้าศึกษาจะเป็นผู้ที่ปฏิบัติงานกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยที่งานหลายตำแหน่งนั้นการที่จะให้เจ้าหน้าที่มาเรียนโดยหาผู้อื่นปฏิบัติแทนอาจทำได้ยาก โรงเรียนหรือสถาบันโดยมากแล้วจะอยู่ในส่วนกลาง หากมีโอกาสเข้ามาศึกษาค่าใช้จ่ายที่กองทัพต้องจ่ายยังต้องรวมถึงค่าเบี้ยเลี้ยงค่าที่พักซึ่ง การศึกษาแบบ e-Learning จะสามารถช่วยประหยัดงบประมาณของกองทัพบกและช่วยให้กำลังพลมีโอกาสได้รับการศึกษามากขึ้น ดังนั้นหากต้องการให้ได้ประหยัดและคุ้มค่า เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่สุดแล้ว e-Learning แบบใดจะเหมาะสมกับการศึกษาในระดับใด และจัดการศึกษาอย่างไรจึงเหมาะสม


          ในกองทัพบกนั้นทุกโรงเรียนและทุกหน่วยงานมีการจัดทำe-Learning ทั้งรูปแบบการเรียนการสอนในหลักสูตร และรูปแบบศูนย์การเรียนรู้เพื่อให้กำลังพลเข้าไปศึกษา เรียนรู้อย่างกว้างขวาง อีกทั้งเป็นนโยบายของผู้บัญชาการทหารบกที่จะใช้ e-Learning พัฒนากำลังพล โดยผู้บัญชาการทหารบก ได้มีนโยบายให้ทุกสายงาน ทุกหน่วยงานของกองทัพบกพัฒนาการศึกษาให้กับกำลังพลอย่างเต็มที่ โดยใช้ระบบการเรียนการสอนและการบริหารจัดการผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายสารสนเทศที่เชื่อมโยงถึงกันซึ่งเป็นการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ทั้งด้านการทหารและสภาวะแวดล้อมทั่วไป ให้ทุกหน่วยเร่งดำเนินการระบบ e-Learning โดยการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ ระบบอินเตอร์เน็ต ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน พร้อมนำความรู้จากหน่วยทหารในระดับต่างๆ และข้อมูลที่จะช่วยพัฒนาแนวความคิดของกาลังพล บรรจุอยู่ในระบบการเรียนการสอนดังกล่าวด้วย ในขณะเดียวกันให้ทุกหน่วยยังคงให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนภายในหน่วยทหารซึ่งเป็นการพัฒนาทักษะเฉพาะด้านการทหาร ทั้งนี้การดาเนินการทั้งสองเรื่องถือเป็นการพัฒนาบุคลากร โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้ข้อจากัดของงบประมาณและเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (กองทัพบก, ๒๕๕๖: ออนไลน์)


e-Learning ของโรงเรียนส่งกำลังบำรุงทหารบก


          โรงเรียนส่งกำลังบำรุงทหารบกเป็นโรงเรียนหนึ่งในสองของโรงเรียนนำร่องในเรื่องการจัดการเรียนการสอนแบบ e-Learning กองทัพบกที่ได้มีการขออนุมัติหลักสูตรมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ หลักสูตรการจัดงานส่งกำลังบำรุงชั้นสูง (กจบ.)ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์และหลักสูตรนายทหารฝ่ายการส่งกำลังบำรุง (ฝอ.๔) ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์และมีการจัดการเรียนการสอนแบบ e-Learning หลักสูตรนายทหารฝ่ายการส่งกำลังบำรุงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ มาเป็นจำนวน ๖ รุ่นแล้ว การจัดการเรียนการสอนที่ผ่านมามีการประเมินและการปรับปรุงหลักสูตรและการจัดการมาตลอดเวลาเพื่อการพัฒนาให้สามารถผลิตนักส่งกำลังของกองทัพบกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล


          ในรุ่นแรกนั้นหลักสูตรที่เปิดสอนแบบ e-Learning เปิดควบคู่ไปพร้อมกับหลักสูตรนายทหารฝ่ายการส่งกำลังบำรุงที่มีการเรียนแบบธรรมดาใช้เวลาศึกษา ๘ สัปดาห์เท่ากัน แต่หลักสูตรผ่านสื่อฯ นั้นมีเวลามาสอบที่โรงเรียนครั้งเดียวเป็นเวลา ๓ วันนอกเหนือจากวันเปิดและปิดการศึกษา การศึกษาโรงเรียนมีwebsite ที่มีห้องเรียน e-Leaning ให้เข้าไปศึกษาได้และนอกจากนั้นโรงเรียนแจกแผ่น CD ที่มีข้อมูลทั้งรูปแบบตำรา Powerpoint และการบรรยาย ให้นักเรียนนำไปศึกษาเองเนื่องจากระบบ e-Learning อาจยังไม่สมบูรณ์พอหรืออาจมีข้อขัดข้องที่ไม่สามารถคาดเดาได้ในรุ่นแรกนี้ซึ่งการเรียนประสบปัญหาในเรื่องเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทำให้ของห้องเรียน e-Learning ไม่สามารถใช้ได้ ในรุ่นแรกใช้ CD ถึง ๑๐ แผ่น รุ่นต่อมาใช้ DVD ๓ แผ่น และในรุ่น ๖ ใช้ flash drive เพื่อความสะดวกในการใช้งาน และปรับระยะเวลาการศึกษาเพื่อความเหมาะสม


 

สื่อ รูปแบบ DVD

เนื้อหาภายใน DVD

 

 

          การจัดการเรียนการสอนหลักสูตร e-Learning จึงต้องมีการใช้สื่อที่หลากหลาย และหลากหลายช่องทาง และมีการปรับปรุงพัฒนาตลอดมาโดยมีการย้าย server การปรับปรุงเครือข่ายอินเตอร์เน็ต การปรับระยะเวลาหลักสูตร ระยะเวลาเรียน รูปแบบการสอบการประเมินผล รูปแบบสื่อฯ เพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้มากที่สุดและมีมาตรฐานเท่าเทียมกับหลักสูตรธรรมดาที่มาศึกษาที่โรงเรียน


          การพัฒนาระบบ e-Learning เพื่อให้สามารถถ่ายทอดความรู้ไปยังผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลนั้น ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบในด้านต่างๆด้านความคิด คือ จุดประสงค์ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้หลักการเบื้องต้น และนำไปสู่การคิดแก้ปัญหาหรือความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์กับสอนแบบ e-Learning ได้ ตัวอย่างเช่น การสอนวิชาแผนและคำสั่งช่วยรบทางการส่งกำลังบำรุงนั้น เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และนำไปใช้ในการทำแผนและคำสั่งช่วยรบทางการส่งกำลังบำรุงได้จริง ด้านทักษะทางกายคือจุดประสงค์ที่มุ่งให้ผู้เรียนได้พัฒนาการใช้อวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย จึงเป็นการยากที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับการสอนในแบบe-Learningแต่การจัดกิจกรรมในโรงเรียนเพื่อให้นักเรียนมีโอกาสพัฒนาทักษะนี้ทั้งการจัดกีฬา การทัศนศึกษาเป็นส่วนช่วยให้เกิดการพัฒนาได้ส่วนหนึ่ง ด้านเจตคติและค่านิยมคือ จุดประสงค์ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีทัศนติและค่านิยมที่ดี เพื่อให้ผู้เรียนเป็นคนดี มีศีลธรรม และมีจรรยาบรรณในวิชาที่เรียนไปซึ่งการสอดแทรกในเนื้อหาวิชา การมีกิจกรรมร่วมกัน เป็นส่วนช่วยให้พัฒนาทักษะนี้ได้บ้าง แต่การจัดเนื้อหาทางศีลธรรมและจรรยาบรรณให้ผู้เรียนศึกษานั้นเป็นส่วนของความรู้ทั่วไปไม่มีการวัดผลซึ่งเป็นไปตามอัธยาศัยให้นักเรียนสามารถเข้าไปศึกษาได้ เนื่องจากในแต่ละสาขาความรู้ ประกอบไปด้วยสัดส่วนของจุดประสงค์การเรียนรู้ทั้ง 3 ประเภทในปริมาณ และลักษณะที่แตกต่างกัน ดังนั้นการจัดทำ e-Learning ของแต่ละสาขาความรู้ย่อมจะมีลักษณะและรูปแบบที่แตกต่างกันไป


วิธีการสอน โรงเรียนส่งกำลังบำรุงทหารบกใช้การบรรยายเป็นวิธีการถ่ายทอดหลัก


          โดยใช้การบรรยายในหลักสูตรปกติแล้วจัดทำสื่อแบบผสมซึ่งรวม PowerPoint และVDO การบรรยาย เป็นสื่อการสอน นอกจากนั้นยังมีตำราเนื้อหาวิชาให้ศึกษาอีกด้วย โรงเรียนส่งกำลังบำรุงทหารบกยังใช้การทำงานกลุ่มเป็นการทำงานกลุ่มร่วมกัน โดยกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคน แต่เป็นการเข้ามาศึกษาที่โรงเรียน ๖-๘ วัน ที่มีการศึกษาเป็นคณะ ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน นอกจากนั้นแล้วยังมีการทัศนศึกษาทำให้ผู้เรียนมีประสบการณ์กว้างขึ้น ช่วยให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์กับบางสิ่งโดยตรงซึ่งไม่สามารถจัดได้ในห้องเรียน จึงเป็นวิธีที่ไม่สามารถนำเสนอใน e-Learning สถานที่ไปทัศนศึกษาได้แก่ คลังทั้งของทหารและเอกชน ตลาดกลางในการประมูลด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น การไปทัศนศึกษายังจัดร่วมกับหลักสูตรธรรมดาเพื่อให้นักเรียนมีโอกาสรู้จักกันเพื่อประโยชน์ในการติดต่อประสานงานในอนาคต


          สื่อที่ใช้ในการถ่ายทอดเนื้อหา การเลือกใช้สื่อให้เหมาะสมกับเนื้อหา วิธีการถ่ายทอดและจังหวะเวลาที่นำสื่อนั้นมาใช้จะช่วยเร้าความสนใจของผู้เรียนและช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาความรู้ได้ง่ายขึ้น สื่อที่ใช้ประเภท text ใช้ในการบรรยายเหมาะสำหรับการอ่าน เพื่อทำความเข้าใจ graphic รูปภาพ ช่วยให้การจดจำหลักการ และความคิดได้ดียิ่งขึ้น audio การฟังช่วยให้การรับรู้และจดจำได้ดีขึ้นซึ่งในนักเรียนบางรุ่นได้เสนอแนะให้ใช้ audio เนื่องจากทำให้การจดจำได้ดีกว่าแบบ video และยังเปิดฟังได้ง่ายขณะที่ทำสิ่งอื่นด้วย ส่วน video เป็นการนำเสนอทั้งภาพและเสียง ช่วยให้ทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้นแต่นักเรียนจะรู้สึกเสียเวลาในการนั่งดูเป็นเวลานานๆ การสอนสด (live broadcast) เป็นการสร้างบรรยากาศไม่ให้ผู้เรียนรู้สึกโดดเดี่ยว โรงเรียนส่งกำลังบำรุงทหารบกจึงจัดให้มีการเข้ามาเรียนที่โรงเรียนในช่วง 6-8 วันในวิชาที่ต้องการความเข้าใจ และยากที่จะศึกษาเองเช่น วิชาระดับส่งกำลัง วิชาฝ่ายอำนวยการ แผนและคำสั่งช่วยรบ การดำเนินการจัดหาเป็นต้น


          การสร้างสื่อของโรงเรียนส่งกำลังบำรุงทหารบกมีการพัฒนาไปในทุกๆรุ่นตามการพัฒนาของ software ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วที่มีความง่าย สะดวกรวดเร็วมากขึ้น ใช้พื้นที่ลดลง ส่วน LMS  โดยในระยะแรกคือรุ่นที่ ๑-๕ จะใช้ LearnSquare ซึ่งเป็น freeware ส่วนในรุ่นที่ ๖ เป็นการทดลองใช้ระบบใหม่กำลังมีการพัฒนาระบบของโรงเรียนส่งกำลังบำรุงทหารบกเอง


 

 

รูปแบบสื่อผสมในการเรียนการสอนในระยะแรกเป็นการบันทึก  VDO การสอนแล้วนำมารวมกับ Powerpoint ภายหลัง

รูปแบบสื่อผสมในการเรียนการสอนในรุ่นที่ ๖ เป็นการบบันทึก  VDO การสอนแล้วนำมารวมกับ Powerpoint ในขณะที่สอนเมื่อสอนจบคาบหนึ่งจะได้สื่อการเรียนการสอนทันที

 

รูปแบบ LMS ในระยะแรก: LearnSquare

รูปแบบ LMS ในรุ่นที่ ๖: IKMU

ส่วนที่ IKMU เพิ่มขึ้นจาก LearnSquare  คือการสอบทำได้หลายรูปแบบ ข้อสอบสลับข้อ สลับตัวเลือก การสลับไปสอบด้วยกระดาษ การตรวจคำตอบจากกระดาษ การวิเคราะห์ข้อสอบ การคิดคะแนน ตัดเกรด การประเมิน ตลอดจนการจัดการชั้นเรียน



ลักษณะการมีปฏิสัมพันธ์


          ลักษณะการมีปฏิสัมพันธ์นั้นเป็นการปฏิสัมพันธ์แบบตามอัธยาศัยซึ่งเป็นการปฏิสัมพันธ์ที่ถูกหน่วงเวลาออกไป ซึ่งผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเรียนพร้อมกัน ดังนั้นผู้เรียนจึงสามารถควบคุมเวลาการเรียนตามสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับตน ตัวอย่างของเทคโน-โลยีที่นำมาใช้ในการปฏิสัมพันธ์ลักษณะนี้ ได้แก่ web boardหรือ e-mail ที่นักเรียนเข้ามาเรียนเมื่อต้องการหรือมีเวลา แล้วอาจถามไว้ที่ web boardหรือ e-mail มาถามอาจารย์ ปัจจุบันการใช้สื่อสังคมออนไลน์ก็สามารถช่วยได้มากขึ้นเช่น facebook ซึ่งใช้ได้ทั้งการนำเนื้อหาวิชา ตำรานำขึ้นให้นักเรียนศึกษา การจัดการรูปภาพ กิจกรรม รวมถึงการติดต่อสื่อสารกับอาจารย์และเพื่อนๆ นอกจากนั้นยังมีการปฏิสัมพันธ์แบบต่อเนื่องเป็นการปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นทันทีทันใดมีปฏิกิริยาสนองกลับในเวลาเดียวกันและทันทีทันใด ในการ chat กับ อาจารย์และเพื่อน ทำให้การปฏิสัมพันธ์ดีขึ้นกว่ารุ่นแรกๆที่ยังไม่ใช้ social media


          การวัดผลการศึกษามีการสอบทั้งการสอบที่โรงเรียน และonline ที่บ้าน โดยรุ่น ๑-๓ เป็นการสอบที่ โรงเรียนทั้งหมด ส่วนรุ่น ๔-๖มีการสอบ online ๑๐%,๓๐%,๗๐%ตามลำดับ ตามความพร้อมของระบบinternetของโรงเรียน นอกจากกนั้นคะแนนยังมาจากการบ้านและการฝึกแก้ปัญหาต่างๆเหมือนกับระบบหลักสูตรปกติ


          การศึกษาประสิทธิภาพของการเรียนการสอนศึกษาจากผลการศึกษาเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลการเรียนของ ๒ หลักสูตรเพื่อเปรียบเทียบผลการศึกษาของนักเรียนทั้งสองหลักสูตรซึ่งพอสรุปได้ว่าผลการศึกษาของทั้งสองหลักสูตรไม่แตกต่างกัน ส่วนการศึกษาประสิทธิผลของการเรียนการสอนศึกษาจากผลการประเมินการทำงานหลังจากเรียนจบแล้วแบบ ๓๖๐ องศาของนักเรียนที่จบการศึกษาแล้ว ๖ เดือน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของ ๒ หลักสูตรจำนวน ๕ รุ่นที่ผ่านมาเพื่อเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานของผู้จบการศึกษาจากหลักสูตรสรุปได้ว่าผลการปฏิบัติงานหลังจบการศึกษาของทั้งสองหลักสูตรไม่แตกต่างกัน จากการศึกษาผลของหลักสูตรผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่แสดงถึงประสิทธิภาพคือผลการเรียนและประสิทธิผลคือผลการนำไปปฏิบัติงานของนักเรียนซึ่งได้ผลที่ไม่แตกต่างจากหลักสูตรธรรมดาแล้วยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ทำงานสายส่งกำลังและผู้บังคับหน่วยซึ่งเป็นบุคลากรที่ทำงานเกี่ยวข้องโดยตรงกับงานส่งกำลังบำรุงที่มักจะไม่มีเวลามาเรียนได้หากเป็นหลักสูตรระยะยาวได้มาเรียนมากขึ้น สามารถนำความรู้ไปปฏิบัติงานได้จริง คุ้มค่ากับงบประมาณที่สูญเสียไป


           อย่างไรก็ตามคุณสมบัติของผู้เรียนมีส่วนสำคัญต่อการเรียนอย่างมากเนื่องจากผู้เรียนแต่ละกลุ่มมีความสามารถในการเรียนรู้และการใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันไป ดังนั้นe-Learningที่เหมาะสมจึงอาจมีลักษณะที่แตกต่างกันไป กลุ่มผู้เรียนเป็นใคร มีความรู้ในระดับใด จะทำให้การพัฒนาe-Learningทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผู้เรียนที่พร้อมจะเรียนด้วยวิธีนี้ควรมีคุณสมบัติพื้นฐาน คือ มีความรับผิดชอบ และใส่ใจต่อสิ่งที่ตนกำลังศึกษา มีความสามารถในการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง สามารถวางแผนการเรียนด้วยตนเอง เลือกวิธีและทราบขั้นตอนการเรียนรู้ของตนและควรจะมีความคุ้นเคยกับการใช้คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี ทำให้การกำหนดผู้เข้ารับการศึกษาจึงเพิ่มเรื่องความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์และ ชี้แจงอีกครั้งในวันเปิดเรียนเพราะบางครั้งมีนักเรียนที่ถูกส่งมาโดยผู้บังคับบัญชาที่อาจไม่ทราบถึงข้อจำกัดนี้ของผู้เรียน


          การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนส่งกำลังบำรุงทหารบกจะใช้สื่อการสอนของรุ่นธรรมดาโดยมีผู้อำนวยการหลักสูตรดูแลตลอดหลักสูตรที่คำแนะนำความรู้แก่ผู้เรียน แปลงเนื้อหาที่เคยสอนในห้องเรียนให้อยู่ในรูปของสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยจะต้องคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นในกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยอาศัยประสบการณ์ในการสอนว่าเนื้อหาส่วนใดที่ผู้เรียนอาจทำความเข้าใจได้ลำบาก นอกจากนี้ผู้สอนจะต้องมีเวลาในการให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนเป็นรายบุคคลเพิ่มขึ้นจากเดิม การให้การบ้าน แบบฝึกหัด การสอบ โดยรุ่นที่ ๖ นี้ อาจารย์หัวหน้าวิชาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการข้อสอบ การนำบทเรียนขึ้น แต่การจะพัฒนาe-Learning ได้อาจารย์จำเป็นต้องทำงานมากกว่าเดิม เพราะอาจารย์จะต้องต้องมีความรับผิดชอบและสามารถถ่ายทอดความรู้ผ่านเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี แต่หากผู้สอนท่านใดไม่สามารถผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วยตนเองก็จะต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ผู้พัฒนาสื่ออย่างเต็มที่ เพื่อให้การผลิตความรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ


          นอกจากนั้นแล้วประสิทธิภาพของระบบเครือข่ายสารสนเทศระบบเครือข่ายสารสนเทศทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการส่งผ่านความรู้ ดังนั้นเครือข่ายสารสนเทศจึงต้องมีประสิทธิภาพสามารถรองรับกับขนาดเนื้อหา ชนิดของสื่อ วิธีการสอนและลักษณะการมีปฏิสัมพันธ์ ทั้งในด้านความเร็วในการรับส่งข้อมูลหรือที่เรียกว่า bandwidth และระดับเสถียรภาพในการรับส่งข้อมูลของระบบอย่างเพียงพอ หากบทเรียนที่ใช้ในการสอนมี ลักษณะเป็นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งต้องการ bandwidth ขนาดใหญ่ (ประมาณ700 kbps) ซึ่งไม่สามารถส่งผ่านทางสายโทรศัพท์ธรรมดาได้ดีดังนั้นอาจเลือกใช้ระบบ ADSL หรือ LAN แทน เพื่อไม่ให้เกิดการกระตุกของภาพเคลื่อนไหว ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จัดทำ (ผกาสิน พูนพิพัฒน์ ภัทรชัย ลลิตโรจน์วงศ์ และพิชัย สดภิบาล, ๒๕๕๖: ๒๗ )


          แต่ผลการเปรียบเทียบงบประมาณต่อหัวที่ใช้ในการศึกษาพบว่ามีความแตกต่างอย่างชัดเจนโดยหลักสูตร e-Learning ใช้งบประมาณต่อหัวเพียง ๑,๗๐๐ บาท แต่หลักสูตรปกติใช้งบประมาณต่อหัวสูงถึง ๗,๗๐๐ บาท แม้ว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวของการเรียนแบบ e-Learning ที่ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัดเพราะนักเรียนไม่มีการเดินทางมาเรียนที่โรงเรียนจึงไม่มีค่าเบี้ยเลี้ยงค่าเดินทาง แต่การที่นักเรียนต้องมาที่โรงเรียนบ้างนั้นเป็นภาระที่นักเรียนต้องจ่ายค่าเดินทางเอง การเรียนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งหากนักเรียนต้องการตำรานักเรียนต้องพิมพ์ออกเป็นเอกสารเอง และสำหรับโรงเรียนแล้วนั้นมีภาระค่าใช้จ่ายในเรื่องเครื่องมือ อุปกรณ์ในการผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่เก็บข้อมูลหรือการจัดหา server ของโรงเรียนเอง ค่าใช้จ่ายสำหรับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ล้วนแต่เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ต่อเนื่องซึ่งต้องมีการวางแผนเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และสิ้นเปลืองน้อยที่สุด เป็นส่วนที่โรงเรียนต่างๆ ต้องพึ่งพาตนเองตามศักยภาพ การพัฒนา e-Learning จำเป็นต้องมีงบประมาณมาก เพียงพอทั้งในด้านคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์บทเรียน และระบบเครือข่ายสารสนเทศ เพื่อทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ตามวัตถุประสงค์ในการจัดทำและจะต้องเตรียมงบประมาณเพื่อว่าพัฒนาบุคลากรเพื่อพัฒนาและดูแลระบบ ให้สามารถดำเนินงานและบำรุงรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ


แนวโน้มการพัฒนา e-Learning


          การเรียนแบบ e-Learning ในประเทศไทยแม้ว่าจะมีมากขึ้นยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมากขึ้น แต่อุปสรรคสำหรับการเรียนการสอนแบบนี้คือ ค่านิยมและความมีวินัยของจึงจะทำให้การเรียนแบบ e-Learning ประสบผลสำเร็จได้ จุดมุ่งหมายของการเรียนในอนาคตจะมุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่เรียนไปใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าที่จะเป็นการเรียนเพื่อให้ได้ใบประกันการศึกษาดังเช่นในปัจจุบัน ดังนั้นการเรียนในระบบหลักสูตรจึงอาจจะเปลี่ยนไปเป็นการเรียนรู้ในระยะสั้นที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการคิดแก้ไขปัญหาและทำกิจกรรมร่วมกับผู้เรียนคนอื่นๆ


          บทบาทของผู้สอนจะเปลี่ยนไปจากผู้ถ่ายทอดความรู้เป็นผู้สนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ดังนั้นผู้สอนจึงใช้เวลากับงานด้านธุรการน้อยลง ทำให้ผู้สอนสามารถค้นคว้าความรู้ใหม่ๆ และพัฒนาความรู้ ความสามารถของตน ตลอดจนมีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้สอนในสถาบันอื่น ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกและเกิดการแข่งขันกันเองในหมู่ผู้สอน(ผกาสิน พูนพิพัฒน์ ภัทรชัย ลลิตโรจน์วงศ์ และพิชัย สดภิบาล, ๒๕๕๖: ๒๓)นอกจากนั้นการจัดการ การบริหารจัดการโรงเรียนก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน เพื่อให้ครูอาจารย์ได้พัฒนาศักยภาพ พัฒนาความรู้ในด้านวิชาการมากขึ้น โดยไม่ต้องใช้เวลาในการจัดงานอื่นๆเช่นการประกันคุณภาพ การตรวจข้อสอบแบบเดิม การวิเคราะห์ข้อสอบเป็นต้น


          เทคโนโลยีการพัฒนา e-Learning จะง่ายและสะดวกมากขึ้นเพราะจะมีการกำหนดมาตรฐานเดียวกันทำให้บทเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยที่มีราคาถูกลงนอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้เฉพาะส่วนที่ตนต้องการ ข้อจำกัดเกี่ยวกับ bandwidth ของระบบเครือข่ายสารสนเทศที่เป็นแบบใช้สายจะหมดไปเปลี่ยนไปเป็นแบบไร้สายซึ่งจะมีราคาต้นทุนที่ถูกลงมาก ทำให้มีการนำเทคโนโลยีไร้สายมาประยุกต์ใช้กับคอมพิวเตอร์พกพาเพื่อการเรียนรู้กันมากขึ้นโดยจะเรียกการเรียนแบบไร้สายนี้ว่า mobile learning หรือ m-Learning ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ไม่จำกัดสถานที่อย่างแท้จริง


          การพัฒนา e-Learning ของโรงเรียนส่งกำลังบำรุงทหารบก ที่ได้ก้าวผ่านปัญหาอุปสรรคต่างๆมาแล้วนั้นได้ผ่านการปรับปรุงมาตลอดเวลาและในก้าวต่อไปนั้น e-Learning ของโรงเรียนส่งกำลังบำรุงทหารบกจะไม่ได้เป็นเพียงการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิคส์และออนไลน์เท่านั้น โรงเรียนส่งกำลังบำรุงทหารบกยังกำลังก้าวไปสู่ Smart School ที่นอกจะมีการเรียนการสอนตามหลักสูตรของโรงเรียนแล้วยังจะต้องมีการจัดการความรู้ การประกันคุณภาพการศึกษารวมถึงการบริหารจัดการโรงเรียนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตามวิสัยทัศน์ของโรงเรียนส่งกำลังบำรุงทหารบก “Throuhg The Next”

 

 

 

 

 

เอกสารอ้างอิง


กองทัพบก.กองทัพบกอิเล็กทรอนิกส์ ( e-Army ).[On-line] ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร : พ.อ.ฤทธี อินทราวุธ,แหล่งที่มา: http://www.rta.mi.th/plan/document/earmy๒.pdf[๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๖]


กองทัพบก.คำสั่งกองทัพบกที่ ๓๕/๒๕๕๔ เรื่องนโยบายการศึกษาของกองทัพบก พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๙.


กองทัพบก. ผบ.ทบ. ให้หน่วยทหารปรับและจัดกลุ่มการทางานเตรียมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน [On-line] แหล่งที่มา: http://www.rta.mi.th/data/news/2555/[๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๖]


เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ. ยุทธศาสตร์การเรียนรู้ในอนาคต. [On-line] . แหล่งที่มา: http://www.pngcc.ac.th/e-Learning/ [๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖]


โครงการการเรียนรู้แบบออนไลน์แห่ง สวทช.. องค์ประกอบ e – Learning .[On-line] . แหล่งที่มา:http://www.thai๒learn.com /elearning/index.php [๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๖]


ผกาสิน พูนพิพัฒน์ ภัทรชัย ลลิตโรจน์วงศ์ และพิชัย สดภิบาล. องค์ประกอบที่ต้องคำนึงถึงในการพัฒนา e-Learning. สารNECTEC. มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖.


นลินี ทวีสิน. E-learning กับการศึกษาไทย. [On-line] แหล่งที่มา: http://www.taa.or.th/index. php? components =articles&id_articles_main=16 [๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖]


ธนภูมิ ดวงแก้ว. การพัฒนาระบบ e-Learning ของโรงเรียนส่งกำลังบำรุงทหารบก. วิทยานิพนธ์รัฐศาสตร์มหาบัญฑิต, สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรเพื่อความมั่นคง, มหาวิทยาลัยบูรพา. ๒๕๕๓.


บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศรีปทุม. ความพร้อมและอุปสรรค..สู่การพัฒนา e-Learning ให้ประสบความสำเร็จ [On-line] แหล่งที่มา: http://graduate.east.spu.ac.th/graduate/admin/ knowledge/A3264.pdf [๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖]


ปัทมา นพรัตน์. e-Learning ทางเลือกใหม่ทางการศึกษา [On-line]. แหล่งที่มา: http://www.e-learning.dss.go.th/knowledge/files/๕๖๔๙newchoice.htm[๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖]


มหาสารคาม, มหาวิทยาลัย .e-learning กับการศึกษา [On-line] . แหล่งที่มา: http://www.elear ning.msu.ac.th/main/index.php?mod=news_full&id_news=๕&path=web/news_ other&show_h=๐[๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖]


เยาวลักษณ์ พิพัฒน์จาเริญกุล. e-Learning. [On-line] แหล่งที่มา: http://www.gotoknow.org/ blogs/posts/18685? [๒ ตุลาคม ๒๕๕๕]


สุชาดา สามสวัสดิ์. ภาควิชาเทคโนโลยีและการสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร. E-Learning กับการศึกษาไทย ( E-Learning with Thai Education) [On-line] แหล่งที่มา: http://www.ranod.ac.th/image/por.pdf [๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖]


สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ,กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม. มัลติมีเดียเทคโนโลยีกับโรงเรียนในศตวรรษที่ ๒๑. กรุงเทพฯ : ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ. ๒๕๔๕.


ศยามน อินสะอาด. แนวโน้ม e Learning ในอนาคต. ศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี [On-line] แหล่งที่มา: http://media.sut.ac.th/media/ Publishing /230/ [๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖]


ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา. พัฒนาการและทิศทางของ E-Learning. [On-line] . แหล่งที่มา: http://wararit.multiply.com/journal/ [๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๕]


ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา. พัฒนาการและทิศทางของ e-Learning ในประเทศไทย.สำนักงานการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ: บางกอกบล็อก , ๒๕๔๖


ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพวเตอร์แห่งชาติ. e- Learning [Online]. แหล่งที่มา: http://www.nectec.or.th/courseware/cai/๐๐๑๘.html [๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖]


ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพวเตอร์แห่งชาติ. แห่งชาติ. ความรู้เกี่ยวกับ e- Learning [Online]. แหล่งที่มา: http://www.learnsquare.com/ index.php?mod=Courses&op =lesson_show&cid=๓๑&sid=&lid=๑๙๙ [๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖]


อรวรรณ รักรู้. การประยุกต์ใช้ e-learning กับการศึกษาไทยในปัจจุบัน. [On-line] แหล่งที่มา:http://orawan2027.multiply.com/journal/item/51 [๒ ตุลาคม ๒๕๕๕]




[1] อาจารย์หัวหน้าวิชา โรงเรียนส่งกำลังบำรุงทหารบก


อ่านต่อ...

ถูกใจ (0)  ไม่ถูกใจ (0)